แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blog มุมสงบของชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blog มุมสงบของชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

นิ สั ย แ บ บ อ ย่ า ง


นิ สั ย แ บ บ อ ย่ า ง
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)

“บรรดาคณาทา รกย่อมนิยมมาน
ผู้ใหญ่จะกอปรการ กิจชั่วและดีใด
เด็กยลก็โดยแยบ ดุจแบบระเบียบใน
นั้นเนื่องนิสัยไป ตลอดชีพบ่เว้นวาง”

(จากธรรมจริยา)



ท่านสาธุชนผู้รักแบบอย่างทั้งหลาย
ตัวอย่างที่ควรยกมาอ้างเป็นบรรทัดฐาน
ให้เห็นคุณและโทษของบุคคลหรือสิ่งต่างๆ
ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเราอยู่ ๒ ประการ

คือส่วนดีและส่วนเลว เรียกว่า “แบบอย่าง”

อันแบบอย่างทั้งส่วนดีและส่วนเลวนั้นย่อมเป็นครูสอนดีที่สุด
แม้เพียงแต่มีไว้ให้คนได้พบเห็นอยู่เสมอ
โดยเราไม่ต้องใช้ปากสั่งสอนเลย
ก็จะก่อให้เกิดความเคยชินในทางดีเลว
ตามแบบอย่างจนติดตาจับใจอยู่ได้ตลอดชั่วชีวิต

เราชาวโลกทั้งชายหญิง จะดีย่อมอยู่ที่แบบอย่างดี
แม้จะเลวก็อยู่ที่แบบอย่างเลว
จริงอยู่คำสั่งสอนของนักปราชญ์นั้นดีแสนดี
แต่อาศัยเสียงที่สั่งสอนอย่างเดียวโดยไม่มีแบบอย่างไว้ให้แลเห็นด้วย
ก็ไม่สู้จะมีอำนาจทำประโยชน์ให้ได้มากนัก

ตรงกับคำโบราณว่า

“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ”

สิบรู้ไป่เปรียบได้ ชำนาญ หนึ่งนา
เห็นหนึ่งสิบข่าวสาร ไป่แม้น
สิบตาเพ่งดูการ ห่อนแน่ นอนเฮย
มือหนึ่งจับแน่นแฟ้น ยิ่งรู้สมประสงค์

จริงทีเดียว คนเรามักเรียนจากตามากกว่าจากหู
สิ่งที่ปรากฎเห็นด้วยตา
ย่อมจับใจแม่นกว่าอ่านพบหรือได้ยินเขาเล่าบอก
คนเราที่อยู่ในวัยเด็กต้องอาศัยตา
เป็นทางนำความรู้เข้ามามากกว่าประสาทอื่นๆ

เรามักจะเห็นเด็กทำตามผู้ใหญ่อยู่เสมอ
เช่นเมื่อผู้ใหญ่ยกมือไหว้หรือก้มลงกราบพระ
เด็กก็พลอยทำตามอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ
คนผู้ครองชีพชอบทำ แม้จะไม่พูดแนะนำใครเลย
ก็อาจเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้ดีกว่าผู้พูดดีแต่ประพฤติชั่วหลายเท่า

ดังนั้น ผู้สอนที่ดีชั้นเยี่ยม
จึงนิยมการให้แบบอย่างมากกว่าการบอกเล่ากล่าวสอน
ถือว่าส่วนดีที่สุดแห่งการให้แบบอย่าง
อยู่ที่เมื่อตนให้แบบอย่างแล้ว
ตนต้องลงมือทำตามแบบอย่างของตนเอง
เพื่อเป็นอุบายจูงใจ ให้ผู้เอาอย่างเกิดฉันทะสมัครทำตาม

เพราะว่าแบบอย่างที่แสดงออกมาให้เห็นทั้งหลาย
ย่อมเป็นครูสอนดีที่สุด
ซึ่งแม้จะไม่มีปากสั่งสอนก็ยังไม่มีครูอื่นใดสู้ได้

แบบอย่างที่เข้าถึงนิสัยแล้ว จัดเป็น จิตเลขา
คือเขียนฝากไว้ในจิตใจ
เหมือนหล่อเป็นตัวอักษรในแผ่นทองเก็บไว้อย่างถาวร
ย่อมมีผลศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าคำพูด ได้ในคำโบราณว่า

“หนึ่งเฟื้องของการทำให้เป็นแบบอย่าง
มีค่าเท่ากับหนึ่งหาบของการสั่งสอนด้วยปาก”

นี่คือความจริงอันขุดจากความจริง
เพราะสิ่งที่เราทำพูดดังกว่าสิ่งที่เราพูด
คำพูดเสมือนหนึ่งใบไม้ การทำเสมือนหนึ่งผลไม้
ซึ่งแสดงความหมายลึกซึ้งกว่ากัน


ที่มา : palungjit

http://variety.teenee.com/foodforbrain/13900.html

คติสอนใจ..จากไม้ขีดไฟ เพียงอันเดียว


คติสอนใจ..จากไม้ขีดไฟ เพียงอันเดียว


ชีวิตคนเราอาจเปรียบได้กับไม้ขีดไฟ

ก้านไม้ขีด..ก็เหมือนกันเวลาชีวิตของเรา

เวลาชีวิตของเรา..หากมองจริงๆ ก็แสนจะสั้นเหลือเกิน เมื่อเรามีบางสิ่งบางอย่างทำ

บางคน..อาจมองว่าชีวิตของเรา ทำไมมันช่างแสนจะยาวนานนัก

เพราะนั่น..คือการที่เรายังไม่ได้จุดไม้ขีดไฟ

เมื่อเกิดการเสียดสีกับกล่องไม้ขีด ไฟก็จะลุกโชน

ในช่วงเวลาที่เราเริ่มจุดไม้ขีดนั้น

ไม้ขีดบางอัน ก็อาจจะลุกติดในทันที แต่บางอัน ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะติด

ไฟ..ก็เปรียบเสมือนงาน หรือจุดมุ่งหมายของเรา

บางคน...กว่าจะค้นหาเป้าหมายของตัวเองเจอ ก็ช่างนานแสนนาน

และเมื่อจะเริ่มทำเป้าหมายที่วางไว้ให้สำเร็จ..หัวไม้ขีดก็เก่าเสียแล้ว

จะจุดไม้ขีดก็ต้องยากเป็นธรรมดา

เมื่อไฟลุกติด..เมื่อเราเริ่มทำความฝันให้เป็นความจริง

ไฟก็จะมอดก้านไม้ขีด..เวลาแห่งชีวิต เวลาแห่งอิสระก็เริ่มจะสั้นลงๆ

ขณะที่ไฟลามไปยังก้านไม้ขีด

บางอันอาจจะช้า บางอันอาจจะเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆ

ตอนที่ไฟลุกอยู่...อาจจะมีลมแรงพัดผ่านเข้ามา อาจจะมีฝนตก ไฟก็อาจจะดับได้

เมื่อลุกมาถึงกลางก้านไม้ขีดแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่ไฟจะกลับมาลุกโชนอีกครั้งได้ง่ายๆ

ก็จำเป็นต้องพึ่งไม้ขีดอีกอัน พึ่งเพื่อนรักของเรา มาประคองไฟให้ลุกใหม่ได้อีกครั้ง

เมื่อจุดหมายของเราใกล้จะประสบความสำเร็จ ก้านไม้ขีดที่เหลือก็มีอยู่น้อยเต็มทีแล้ว

แต่เมื่อใดที่ไฟสุดท้ายของไม้ขีดดับมอดลง เมื่อวาระสุดท้ายของคนเรามาถึง

ก็จำเป็นที่จะต้องจากไป

แต่ประโยชน์ที่เราสร้างไว้ จุดหมายที่ประสบความสำเร็จ ไฟที่สร้างความสว่างไสวเอาไว้

แม้จะเป็นแค่เพียงไฟดวงเล็กๆ แต่ก็ได้สร้างประโยชน์เอาไว้ให้แก่คนรอบข้าง

และบางที

ก้านไม้ขีดไฟอันนี้…ก็อาจนำไปเพื่อจุดกองไฟกองโต

เพื่อความสว่างไสวและอบอุ่นของคนมากมาย..ตลอดคืน

ในทางกลับกัน..บางคนอาจกล่าวว่า

ถ้าเราไม่จุดไฟ..เราก็มีก้านไม้ขีดที่เหลืออีกมากมายเหลือเฟือ

แต่ถ้าหากเราปล่อยก้านไม้ขีดเอาไว้อย่างนั้น

นานวันเข้า..นานวันเข้า

ก้านไม้ขีดก็จะจุดติดยาก หรืออาจจะจุดไม่ติด

พอถึงวันนั้น..

คนที่จะใช้ไม้ขีดก็คงจะทำอะไรไปไม่ได้...นอกจากจะต้องทิ้งไม้ขีดไฟก้านนั้นทิ้งไป...


http://variety.teenee.com/foodforbrain/13783.html

สิ่งที่ ต้องทำ สิ่งที่ น่าทำ


สิ่งที่ ต้องทำ สิ่งที่ น่าทำ


วันหนึ่งก็จบสิ้นลงแล้วด้วยความรวดเร็ว..

แต่ละวันดูสั้นลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยากทำมีมากขึ้นทุกวัน

ยี่สิบสี่ชั่วโมงดูจะน้อยไป หากมีมากกว่านั้นในแต่ละวัน...ก็คงจะดี

แล้วก็อดถามไม่ได้ว่า...เวลาน้อยลงหรือมีอะไรทำมากขึ้น?...

คำตอบก็คงหาได้ไม่ยาก...

สิ่งที่เป็นหน้าที่ประจำ ที่สอดแทรกเข้ามาตามสถานการณ์ ที่เสนอตัวเข้ามา..

เหล่านี้แหละตัวปริมาณของงานที่ทะลักเข้ามา..จนอยากจะมีสักสิบมือ..

ในเมื่อเวลาดูจะน้อย..และสิ่งที่ต้องทำมีมาก ก็คงต้องทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้..

ในแต่ละวัน...วันไหนทำได้มาก..ก็รู้สึกว่าวันนั้นคุ้มค่า

วันไหนทำได้น้อย..ก็อดหดหู่ใจไม่ได้..

ก็เลยเกิดความกดดัน..

หนักเข้าก็เลยกลายเป็นความเครียดลึก...

แล้วก็รู้สึกพาลไม่พอใจตัวเองเอาดื้อ ๆ ..

ที่สุดก็ต้องสรุปเอาง่าย ๆ ว่า..

แม้จะมีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง...แต่บางอย่างสำคัญมากกว่าอย่างอื่น ๆ ..

บางอย่างก็เป็นหน้าที่ที่ ต้องรับผิดชอบ...ไม่ทำไม่ได้..

อีกหลาย ๆ อย่าง...ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ก็ดี..ไม่ทำก็ไม่เป็นไร..

จะพูดให้ง่ายขึ้น...แต่ละวันมีสิ่งที่ " ต้อง" ทำ..และมีสิ่งที่ "น่า" ทำ..

และสิ่งที่น่าทำดูจะมีมากมายก่ายกอง...

เพราะเหตุนี้เอง แต่ละวันจึงดูสั้นเกินไป สำหรับสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่น่าทำ

แถมสิ่งที่ " น่า" ทำดูจะน่าสนใจกว่าสิ่งที่ "ต้อง" ทำเสียอีก

จนบ่อยครั้งมัวแต่เพลินกับสิ่งที่ " น่า" ทำ จนแทบไม่ได้ทำสิ่งที่ "ต้อง" ทำ

หรือใช้เวลามากกับสิ่งที่น่าทำ...จนสิ่งที่ต้องทำพลอยทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ที่ร้ายไปกว่านั้น เอาแต่สิ่งที่น่าทำ แล้วทิ้งสิ่งที่ต้องทำไปอย่างไร้ซึ่งความรับผิดชอบ

จริง ๆ แล้ว ยี่สิบสี่ชั่วโมงในแต่ละวัน..ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับสิ่งที่ "ต้อง" ทำ

มีเพียงพอแม้สำหรับบางสิ่งที่ " น่า" ทำด้วย

มันจึงเป็นเรื่องของการเลือกลำดับความสำคัญของแต่ละอย่าง...

ไม่เช่นนั้นแล้ว..ก็เป็นการทำทุกอย่างที่ขวางหน้า..เห็นอะไรเป็นต้องทำหมด

ต่อเมื่อมีการเลือกที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี

แม้จะทำได้ไม่หมดทุกอย่าง...

การบริหารเวลาจึงไม่ใช่เรื่องของการแบ่งสรรเวลาให้สิ่งต่าง ๆ เท่านั้น

แต่เป็นเรื่องของการแยกแยะระหว่างสิ่งที่ " ต้องทำ" กับสิ่งที่ "น่าทำ" ด้วย...



"เวลา...ไม่มีชีวิต...แต่กลืนกินกระทั่งชีวิต...แล้วเธอผู้ใช้ชีวิตเล่า

...ระหว่างทางของกาลเวลา..จะมีระยะทางของตัวเธออยู่บ้างไหม ?.."


http://variety.teenee.com/foodforbrain/14445.html

การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรม


การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรม



การกระทำที่ถือว่าเป็นกรรมที่มีผลส่งทอดสืบต่อในภพเบื่องหน้า

( กรรมในบทความนี้ หมายเอา กรรมที่มีผลสืบทอดต่อ ในความเป็นบุญ ความเป็นบาป อันจะนำพาให้ก่อภพชาติ )

หลักเกณฑ์ข้อที่ ๑ การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่งถือว่าเป็นกรรมที่ต้องมีผลตกทอดเป็นบุญเป็นบาปตามการกระทำนั้นๆทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา คือใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรมที่จะมีผลตกทอดเป็นบุญเป็นบาป เช่นคนเจ็บซึ่งมีไข้สูง เกิดเพ้อคลั่ง แม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวินัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ่งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าผู้ทำไม่มีเจตนา กระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม

หลักเกณฑ์ข้อที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจากการกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไม่มีความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่า อัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่า กรรม แต่เรียกว่า กิริยา ส่วนปุถุชนหรือแม้กระทั้งพระเสขะบุคคล ตั้งแต่โสดาบัน จนถึงอนาคามี ยังมีกิเลส หยาบบ้างละเอียดบ้างลดหลั่นกันไปตามภูมิธรรม ยิ่งเป็นปุถุชนแล้ว ความยึดมั่นยิ่งมีเต็มอัดตรา ในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงเป็นกรรม ย่อมจะก่อให้เกิดวิบากหรือผลเสมอกรรมดีก็ก่อให้เกิดบุญส่วนกรรมชั่วก็ก่อให้เกิดบาป

คนบางคนเข้าใจว่ากรรมหมายถึง สิ่งไม่ดีคู่กับเวร หรือบาป เช่นที่เรียกว่า เวรกรรม หรือ บาปกรรม ตรงกันข้ามกับฝ่ายข้างดีซึ่งเรียกว่าบุญ ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้คำว่ากรรมในความหมายที่ไม่ดี เช่นเมื่อเห็นใครต้องประสบเคราะห์ร้ายและถูกลงโทษ เราก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรมของเขา หรือเขาต้องรับบาปกรรมที่เขาทำไว้ แต่ความจริงคำว่ากรรมเป็นคำกลาง ๆ หมายถึงการกระทำตามที่กล่าวมาแล้ว จะมุ่งไปในทางดีก็ได้ ทางชั่วก็ได้

ทางแห่งการทำกรรม จำแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมชาติที่เป็นมูลเหตุมี ๒ อย่าง คือ
๑.กรรมฝ่ายไม่ดีคือกรรมชั่วเรียกอกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมบถ
๒.กรรมฝ่ายดีเรียกกุศลกรรมหรือกุศลกรรมบถ

http://variety.teenee.com/foodforbrain/14385.html

อิจฉาริษยาเป็นเหตุ..(สมเด็จพระญาณสังวรฯ)


นินทาว่าร้าย
เพราะอิจฉาริษยาเป็นเหตุ


นินทาและสรรเสริญ อันเป็นกระแสแห่งกรรม แห่งโลกธรรม ที่สำคัญอย่างยิ่ง

เป็นเหตุแห่งทุกข์โทษภัยนานาประการ แก่จิตใจที่ขาดสติ ขาดปัญญา เมื่อผจญกับกระแสเสียงสรรเสริญก็ตาม กระแสเสียงนินทาก็ตาม ไม่มีสติ ไม่มีปัญญาปิดกั้น ปล่อยให้เข้าไปทำร้ายจิตใจ หนักหนาเพียงไรก็ได้ เพียงไม่หนักหนานักก็มี

กระแสเสียงนินทาน่าจะหนักหนารุนแรงกว่ากระแสแห่งการยกย่องสรรเสริญ ดังที่เห็นอยู่ก็เช่นนี้ คือโบราณท่านว่าไว้ว่าจะถึงสมัยหนึ่ง ที่คนดีจะต้องเดินตรอก ขี้ครอกจะได้เดินถนน กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม

ผู้ใหญ่ในสมัยโบราณ ท่านอธิบายให้ลูกหลานเข้าใจความหมายของคำที่ว่านี้คือ คนดีจะถูกเหยียบย่ำ จนไม่อาจเผยอหน้าให้ใครเห็นได้ คนชั่วร้ายจะได้รับการยกย่อง จนแทบจะล่องลอยฟ้า

ผู้ใหญ่สมัยก่อนที่ท่านเป็นผู้ดี เป็นคนดี ท่านสอนลูกสอนหลาน ให้มีเหตุผลในการพูดในการฟัง นั่นก็คืออย่าไม่มีเหตุผล ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ในการพูด ในการฟัง ใครพูดอะไร ใครบอกอะไร ได้ยินก็เชื่อ ก็ฟังก็พูดต่อ

ท่านว่านี้เป็นเหตุสำคัญให้ถึงสมัยผู้ดีต้องเดินตรอก น่าจะหมายความว่า ผู้ดีหรือคนดี ถูกประณามหยามเหยียด จนอับอายขายหน้า ไม่อาจให้เห็นหน้าค่าตาได้ พิจารณาให้เห็นเหตุผล น่าจะเห็นได้ว่าเสียงนินทามีความสำคัญไม่น้อย ทำให้คนดีกลายเป็นคนไม่ดี หรือคนถูกกลายเป็นคนผิดไปได้มากมายยิ่งขึ้น ในทุกวันนี้

จนเป็นเหตุให้มีคำกล่าวว่า กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม หรือผู้ดีจะเดินตรอก ขี้ครอกจะเดินถนน นั่นเอง

ได้ยินใครพูดถึงใครอย่างไร ถ้าเป็นผู้ได้ยิน ที่ไม่เคยพบเคยผ่านเรื่องราวที่ฟังเสียงบอกเสียงเล่าด้วยตนเอง ไม่รู้จักผู้ที่ถูกกล่าวถึง ไม่เคยรู้เคยเห็นด้วยตนเอง ในการพูดการทำของแต่ละคน เขาจะเป็นคนดีคนชั่วหรือเป็นคนถูกคนผิดอย่างไร แม้ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้ฟัง จากปากเขา เป็นภาพเป็นเสียงจากคนอื่นทั้งสิ้น

แม้คนอื่นนั้นเราพอรู้จักอยู่ แต่ก็จงมั่นคงในสติปัญญาของตน จงรอบคอบให้อย่างยิ่ง ในการเชื่อ

ผู้รอบคอบในการเชื่อ ก็คือรอบคอบในการฟัง เมื่อเป็นผู้รอบคอบในการเชื่อ ก็ย่อมเป็นผู้รอบคอบในการพูดด้วยเป็นธรรมดา การนินทาว่าร้ายที่เต็มไปทุกแห่งทั่วโลกก็ว่าได้ มิได้เกิดแต่เหตุใดอื่น แต่เกิดจากความเชื่อและนอกจากความเชื่อ ก็คือความอิจฉาริษยา

ที่ทรงมีพระพุทธภาษิตว่า “ความริษยาเป็นเหตุให้โลกฉิบหาย” จะกล่าวว่าการนินทาว่าร้าย เป็นเหตุให้โลกฉิบหาย ก็น่าจะไม่ผิด น่าจะเหมือนกันกับที่ทรงมีพระพุทธภาษิตว่า “ความริษยาเป็นเหตุให้โลกฉิบหาย”

เพราะการนินทาว่าร้ายจะไม่เกิด แม้ไม่มีความริษยาเป็นเหตุ เมื่อได้ฟังการนินทาว่าร้าย ก็ไม่ควรลืมพระพุทธภาษิตที่ว่า “ความริษยาเป็นเหตุให้โลกฉิบหาย”

ได้ยินเสียงนินทาว่าร้าย ไม่ว่าจะจากผู้ใดก็ตาม ให้นึกถึงพพระพุทธภาษิตทันทีที่ว่า “ความริษยาเป็นเหตุให้โลกฉิบหาย” อย่ายอมเข้าร่วมในการนินทาว่าร้าย หรือในความริษยา แม้เพียงด้วยการเชื่อ โดยมิได้บอกกล่าวเล่าขานต่อไปก็ตาม

แต่ถ้าเชื่อตามเสียงนินทาว่าร้ายและเป็นการเชื่อด้วยจริงใจ เชื่ออย่างปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องที่ได้ยินได้ฟังจากคำบอกเล่าของคนอื่น ซึ่งอาจจะป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ น่าไว้ใจ มีความจริงใจ มีความหวังดี ในการนำเรื่องมาบอกกล่าวเล่าให้ฟัง

จงรอบคอบให้อย่างยิ่งในการฟัง ไม่ว่าผู้พูดผู้เล่าจะเป็นใครก็ตาม นึกไว้อย่างหนึ่งว่า

การนินทาว่าร้าย ถ้าจริงก็เสียหายแก่ผู้พูดผู้ฟังพอสมควร แต่ถ้าไม่จริง ไม่เพียงแต่ผู้พูดเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ผู้ฟังผู้เชื่อก็จะเสียหายมาก

: แสงส่องใจ (๒๔) ๓ ตุลาคม ๒๕๔๙
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมกาสังฆปริณายก

...ปฏิบัติเพื่ออะไร...




http://variety.teenee.com/foodforbrain/14395.html

แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว


แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว


แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่ "ต้นกล้า นัยนา" กล่าวเกริ่นไว้ในหนังสือ "แค่เปลี่ยนมุมคิด โลกก็เปลี่ยนแล้ว"

"ชีวิตของเราจะเ+++่ยวเฉาหรือสดใส มันขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวเราเอง"


และ "ต้นกล้า นัยนา" มีคำแนะนำที่ดีๆ ไว้หลายอย่าง

" อย่ากลัวถ้าจะต้องล้มเหลว อย่าอายถ้าบางทีเราต้องพ่ายแพ้บ้าง เราไม่จำเป็นต้องชนะตลอด ไม่จำเป็นต้องเก๋ ต้องเด่นกว่าคนอื่นตลอดเวลา คนที่ไม่กลัวล้มเหลวจะเป็นคนสง่า เพราะหลังจากที่มีความพร้อมและเข้าใจในสิ่งที่จะทำอย่างดีแล้ว เขาก็จะทำ คิด พูด สร้างสรรค์อย่างมั่นใจ จะมีความสง่างามและมีเสน่ห์ในตัวเองได้"

" มีความรักและมีไฟในสิ่งที่ทำอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เรารักในสิ่งที่เราทำ เราจะทำได้ดีและไม่รู้สึกเหนื่อย มีไฟ คือมีความอยากและกระตือรือร้นที่จะทำ และทุ่มเทอย่างเต็มที่"

"ใช้ชีวิตอยู่ เพื่อวันนี้ แต่ก็อย่าลืมมองไปข้างหน้าด้วย ประเด็นก็คืออย่าไปพะวงถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปกังวลถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เรื่องที่เป็นไปได้ คือเรื่องที่เราลงมือทำ และทำด้วยตัวเอง คิดช่วยเหลือตัวเองก่อน ก่อนที่จะคิดหวัง รอหรือขอใครมาชว่ยเหลือเรา"

และการใช้เวลาให้คุ้มค่าก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

" ต้องใช้เวลาของเราอย่างฉลาด เรามีเวลาเท่ากัน เท่ากับทุกคน ใช้เวลาให้สมดุล อย่าโหมงานมากเกินไปจนลืมเวลาพัก อย่าพักมากเกินไป บันเทิงเกินไปจนลืมเวลางาน ทุกอย่างจะต้องอยู่บนฐานของความพอดี เมื่อพอดีแล้วจะเกิดผลดี"

เช่นเดียวกับต้องเลือกใช้เวลากับมันให้เหมาะสม

"เลือกทำงานที่มั่นใจ งานที่ไม่มั่นใจอย่าเพิ่งไปทำ ทำแล้วอาจจะทำให้เสียเวลาเปล่า เลือกทำงานที่ถนัด แล้วเราจะทำได้เป็นผลดี"

เมื่อทำงานเต็มที่แล้วเราก็จำเป็นต้องตกรางวัลให้ตัวเอง

" เรื่องสำคัญคือการให้รางวัลตัวเอง ให้ตัวเองได้พักผ่อน ให้ตัวเองได้เที่ยว ให้ตัวเองได้ซื้อของที่อยากซื้อ แต่ไม่ใช่ให้รางวัลตัวเองตลอด เพราะว่ารางวัลที่ว่าจะกลายเป็นของธรรมดา ไม่มีความหมาย ความหมายของรางวัลคือคุณค่าของมัน คุณค่าที่เราสร้างขึ้น คุณค่าที่เราได้รับ มันรวมความภูมิใจ อิ่มเอมใจ และมันจะเป็นพลังให้เรา"

คนที่เห็นโลกหลายมุม ย่อมปรับตัวเพื่อ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าจดจำแค่ “มุมเดียว “


http://variety.teenee.com/foodforbrain/14411.html

...ตนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของตน...




http://variety.teenee.com/foodforbrain/14484.html

จงฉลาด พอที่จะอ่าน


จงฉลาด พอที่จะอ่าน


จง…เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง
จง...อ่อนแอพอที่จะรับรู้ว่าลำพังเรานั้นทำอะไรไม่ได้ทุกอย่าง
จง...ฟุ่มเฟือยน้ำใจ เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ
จง…คิดก่อนทุกครั้งที่จะปล่อยเงินออกจากมือ
จง...ฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ได้รู้ทุกสิ่ง
จง...โง่พอที่จะเชื่อในปาฏิหาริย์
จง ...เต็มใจจะแบ่งปันความสุขของตัวเอง
จง...เต็มใจที่จะแบ่งรับความทุกข์ของผู้อื่น
จง...เป็นผู้นำหากทางที่ผู้อื่นทิ้งไว้ให้นั้นเลือนราง
จง...เป็นผู้ตามหากตกอยู่ในวงล้อมแห่งความไม่แน่นอน
จง...เป็นคนแรกที่แสดงความยินดีต่อความสำเร็จของคู่แข่ง
จง...เป็นคนสุดท้ายที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของเพื่อน
จง...มองเพียงแค่ก้าวถัดไปเพราะมันจะทำให้เราไม่ล้ม
จง..มองไปยังจุดหมายปลายทางให้แน่ใจว่า ไม่ได้กำลังเดินผิดทาง
จง..ใช้เวลามอง หรือให้โอกาสกับตัวเองที่จะเรียนรู้คนที่เขาบอกรักคุณ
จง...รักคนที่รักคุณ แม้อีก 5 ปี 10 ปี หรือ 50 ปีเขาก็ยังรักคุณ
จง...รักคนที่ไม่รักคุณแล้ว...สักวันนึงเค้าอาจจะเปลี่ยนใจมารักคุณ
จง...อย่าปล่อยให้คนที่รักคุณหลุดลอยไป
สุดท้าย จง...อย่าหลอกตัวเอง

--
สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

http://variety.teenee.com/foodforbrain/14491.html

จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้



การฝึกจิตเป็นความดี

พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ ย่อมเป็นความดี เพราะว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้

จิตที่ข่มยาก หมายความว่า จิตเป็นสิ่งที่บังคับยาก ไม่อยู่ในอำนาจใครง่ายๆ เปรียบเหมือนคนเป็นคนดื้อ ยากแก่การสั่งสอนอบรม

จิตที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ หมายความว่าจิตอ่อนแอ พ่ายแพ้ง่ายต่ออารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา เมื่อพบเห็นสิ่งใดเป็นที่ต้องตาต้องใจ ก็อ่อนแอตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ไม่มีกำลังเข็มแข็งที่จะพิจารณาให้เห็นความควรไม่ควร จึงกล่าว่า จิตเบา หรือจิตอ่อน

แต่ไม่ว่าจิตจะเป็นสิ่งที่บังคับยาก หรืออ่อนแอเพียงไรก็ตาม ผุ้มีปัญญาย่อมสามารถแก้ไขได้ สามารถบังคับจิตตนเองได้ สามารถแก้จิตที่อ่อนให้เป็นจิตที่เข้มแข็งได้ สำคัญที่ว่าต้องมีปัญญาเพียงพอ จึงจะมีความเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะเอาชนะจิตที่ดื้อ ที่ข่มยาก ที่เบา คืออ่อนแอได้ ปัญญาต้องเพียงพอ ความเข้มแข็งต้องเพียงพอ ต้องทันกับจิต ไม่เช่นนั้นก็จะเอาชนะจิตไม่ได้ จิตก็จะเป็นฝ่ายชนะ

จิตที่ว่าอ่อนแอนั้นมีความอ่อนที่เป็นภัย เพราะอ่อนให้แก่ความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ไม่อ่อนให้แก่ความดีงาม ตรงกันข้ามจิตที่อ่อนจะแข็งกับความดีงามอย่างยิ่ง ต้องให้ความดีงามที่ประกอบด้วยปัญญา ประกอบด้วยความเชื่อมั่น ต้องศรัทธาจริงจังว่า การข่มจิตให้ลงอยู่ใต้อำนาจของความดีความถูกต้องนั้นเป็นการดี เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

พุทธศาสนสุภาษิตกล่าวว่า การฝึกจิตการข่มจิตเป็นความดี เพราะว่าถ้าทำได้สำเร็จก็จะมีความสุข เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละจสามารถนำสุขมาให้ได้จริง ฝึกจิตข่มจิตได้เพียงใด ก็จะมีความสุขเพียงนั้น

ความจริงมีอยู่ว่า ความสุขของทุกคนไม่ได้เกิดแต่อื่น แต่เกิดแต่จิตของตนเท่านั้น ที่เข้าใจว่าความสุขอยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่ ความสุขอยู่ที่คนนั้นอยู่ที่คนนี้ หรือความสุขอยู่ที่สิ่งนั้นสิ่งนี้ นั่นเป็นความเข้าใจผิด

ที่จริงความสุขเกิดแต่จิต ความสุขอยู่ที่จิต ถ้าจิตไม่เป็นสุขแล้ว ผู้ใดอื่น อะไรอื่น ก็หาอาจทำให้เกิดความสุขได้ไม่ เงินทองแม้มากมายมหาศาล ยศฐาบัดาศักดิ์แม้ยิ่งใหญ่ บ้านเรือนตึกรามแม้มโหฬาร วงศ์สกุลแม้สูงส่ง ก็ไม่อาจทำให้เป็นสุขได้ ถ้าใจไม่เป็นสุข ถ้าจิตเป็นทุกข์ คือเร้าร้อนอยู่ด้วยกิเลส มีโลภ โกรธ หลง เป็นสำคัญ

อารมณ์ที่น่าใคร่ทั้งหลายที่มักจะมีอำนาจเหนือจิตใจที่เบา ที่อ่อน นั่นแหละเป็นเหตุสำคัญแห่งความทุกข์ความร้อนของจิต เมื่อเห็นความจริงนี้แล้ว ก็ย่อมจักยินดีอบรมจิตของตนให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ให้เป็นจิตที่อ่อนต่ออำนาจของความดีงาม แต่ให้หนักให้แข็งต่ออำนาจของความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย

เมื่อใดสามารถอบรมจิตได้ ข่มจิตได้ แม้เพียงพอสมควร จึงจิตให้พ้นจากความอ่อนต่อความชั่วร้าย คือสิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนาพอใจทั้งหลาย แม้เพียงพอสมควร ก็จะได้รู้รสความสุขที่แตกต่างจากความสุขที่เป็นความร้อนเช่นที่พากันเสวยอยู่ พากันคิดอยู่ว่า เป็นความสุขที่พอใจแล้ว

: บุญ เป็นหลักใหญ่ของโลก
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

http://variety.teenee.com/foodforbrain/14492.html